Displaying articles with tag rest

Ruby on Rails :: Restful URL Customizing

Posted by PunNeng, Sun Sep 02 19:52:00 UTC 2007

อีกหนึ่งส่วนสำคัญของเรื่องนี้ คือ url ของการใช้งาน restful ของ rails
ลองอ่าน restful ของ rails ก่อน ผมติดไว้ว่าจะเขียนเรื่อง routing ไว้ ก็จะเขียนต่อตรงนี้เลยละกัน

หลังจากที่ประกาศ

map.resources :products

ใน config/route.rb แล้ว จะมีชื่อของ route ที่ถูกสร้างไว้เพียบเลย แต่ที่ใช้บ่อยๆ กับ CRUD คร่าวๆ ตามนี้

  • products_path (get -> index) # /products
  • products_path (post -> create) # /products
  • product_path(:id) (get -> show) # /products/:id
  • product_path(:id) (put -> update) # /products/:id
  • product_path(:id) (delete -> destroy) # /products/:id
  • new_product_path (get -> new) # /products/new
  • edit_product_path (get -> edit) # /products/:id;edit

ซึ่งจริงๆ แล้ว _path ก็จะมี _url ไว้ให้เรียกใช้อีกชุดนึง

สำหรับการ map เข้าในแต่ละ action จะทำได้ด้วยการกำหนด request method

Get (Read)

จะใช้ get สำหรับการ request ขอข้อมูล

link_to "List Products", products_path
link_to @product.title, product_path(@product)

ปกติจะใช้กับ link

Post (Create)

จะใช้ post สำหรับการสร้าง หรือการเพิ่มเข้าฐานข้อมูล

<% form_for(:product, :url => products_path) do |f| %>

ปกติจะใช้กับ form

Put (Update)

จะใช้ put สำหรับการปรับปรุงข้อมูลที่มีอยู่แล้ว

<% form_for(:product, :url => product_path(@product), :html => { :method => :put }) do |f| %>

ปกติใช้กับ form เช่นกัน

Delete (Delete)

จะใช้ delete สำหรับการลบ

<%= link_to 'Destroy', product_path(product), :confirm => 'Are you sure?', :method => :delete %>

จริงๆ ไม่จำเป็นเท่าไหร่ว่า method อันไหน ใช้กับอะไร เพียงแต่ใส่ method ให้ได้ ก็ใช้ได้เหมือนๆ กัน

ต่อไป จะทำการกำหนด action ที่นอกเหนือจาก CRUD
ซึ่งผมเคยเขียนไปครั้งนึงแล้ว ลองหยิบตัวอย่างมาสองสามอันที่ใช้บ่อยๆ ละกัน

map.resources :messages, :path_prefix => "/threads/:thread_id"
# --> GET /threads/7/messages/1

หรือใช้ nest

map.resources :threads do |thread| thread.resources :messages end

เวลาเรียกใช้ จะเรียกแบบนี้

<%= link_to @message.title, message_path(@thread, @message) %>
<%= link_to "Message List", messages_path(@thread) %>
<%= link_to @message.title, message_path(:thread_id => @thread, :id => @message.id) %>
<%= link_to "Message List", messages_path(:thread_id => @thread) %>

ยืดหยุ่นสุดๆ อยากใช้แบบไหน ก็ได้เหมือนๆ กัน ถ้าใส่ instance ลงไป ก็จะยิงไปที่ id อัตโนมัติ หรือถ้าเป็นค่าอื่น ก็ระบุไป ถ้าไม่ระบุ ก็เป็น id

ข้อสังเกตอีกนิดนึง คือการระบุให้เป็น singular/plural ถ้าเป็น singular ก็ต้องระบุไป ว่าอันไหน ถ้าไม่ต้องการทำกับ instance ตัวไหนตัวนึงหรือต้องการทำทีละหลายๆ ตัว ก็ระบุเป็น plural ไป จริงๆ เรื่องนี้ใช้ความเข้าใจเอาก็ได้ เพราะมันก็เหมือนๆ english นั่นแหละ :)

map.resources :messages, :collection => { :rss => :get }
# --> GET /messages;rss (maps to the #rss action)
# also adds a url named "rss_messages"

:collection ไว้ใช้กับ plural
วิธีใช้

<%= link_to "RSS", rss_messages_path %> # --> GET /messages;rss (maps to the #rss action)

จะเซ็ตเป็น post ก็ได้ แล้วใส่ที่ form ก็ได้เหมือนๆ กัน สำหรับตัวอย่างการใช้งานกับ form ดูได้จากการที่ใช้ scaffold_resource สร้างมาให้ก็ได้

map.resources :messages, :member => { :mark => :post }
# --> POST /messages/1;mark (maps to the #mark action)
# also adds a url named "mark_message"

คราวนี้ ไว้ใช้กับ singular เช่น

<% form_for :message, @message, :url => :url => mark_message_path(@message) do |f| %>

ผมขี้เกียจละ ตัวอย่างที่่เหลือ คิดว่าคงจะพอเข้าใจอะไรลางๆ แล้วละครับ

map.resources :messages, :new => { :preview => :post }
# --> POST /messages/new;preview (maps to the #preview action)
# also adds a url named "preview_new_message"

map.resources :messages, :new => { :new => :any, :preview => :post }
# --> POST /messages/new;preview (maps to the #preview action)
# also adds a url named "preview_new_message"
# --> /messages/new can be invoked via any request method

map.resources :messages, :controller => "categories",
:path_prefix => "/categories/:category_id",
:name_prefix => "categories_"
# --> GET /categories/7/messages/1
# has named route "categories_messages"

อีกนิดนึง ใน rails 2.0 มันเปลี่ยนเครื่องหมายนิดหน่อย จาก /messages;rss เปลี่ยนมาเป็น /messages/rss แทน

ปล. มันมี map.resource อีกตัวนึง แต่ไว้ใช้สำหรับ singleton ซึ่งผมยังไม่เคยใช้เลย

1 comment | Filed Under: Ruby on Rails | Tags: rest

Ruby on Rails :: RESTful on Rails(3) >> respond_to

Posted by PunNeng, Sat Feb 03 23:40:00 UTC 2007

มาต่อกัน ยังไม่จบ

คราวนี้เข้ามาข้างใน controller กันบ้าง ฝั่ง logic ข้ามไป มาดูตรง respond_to กันดีกว่า

  1
  2
  3
  4
  5
  6
respond_to do |format|
      format.html # index.rhtml
      format.js     # index.rjs ผมเพิ่มเอง
      format.xml  { render :xml => @products.to_xml }
      format.rss   { render :action => "rss.rxml" }  # อันนี้ผมก็เพิ่มเอง
    end

คงจะเห็น code อันนี้ใน index หรือใน create จะเห็น

  1
  2
  3
  4
  5
  6
  7
  8
  9
 10
respond_to do |format|
      if @product.save
        flash[:notice] = 'Product was successfully created.'
        format.html { redirect_to product_url(@product) }
        format.xml  { head :created, :location => product_url(@product) }
      else
        format.html { render :action => "new" }
        format.xml  { render :xml => @product.errors.to_xml }
      end
    end

มันไว้ทำอะไร ??? มันจัดการกับ mime type นั่นแล ซึ่งขึ้นอยู่กับ request ที่ส่งมา ว่าต้องการ respond เป็นอะไรกลับไป ถ้าต้องการ html ก็ใช้วิธีปกติที่เคยทำกัน แต่ถ้าเกิดต้องการในรูปของ xml ก็เพียง request มาว่าต้องการ xml ซึ่ง Rails จะไปจัดการกับ HTTP Accept header จากที่ request มาเอง

ทำไมต้อง xml ?? ก็เพราะว่า Web Services หนะสิ แค่ request มา แล้วมันก็จะ return เป็น xml ไปให้ แค่นี้ไม่ว่าภาษาใดๆ ก็จะเข้าใจได้้้ด้วย xml แล้ว

มาดูในตัวอย่าง ถ้าเกิดส่ง url มาเป็น /products แน่นอน มันย่อม render ออกไปเป็น index.rhtml แต่ถ้าเป็น /products.xml มันก็จะ render เป็น xml ให้ โดยใช้ attribute เป็นตัวกำหนด node (อันนี้ลองเล่นกันเองนะครับ)

ถ้าเป็น ajax เรียกมา มันก็จะไป render ตัว index.rjs(อันนี้ก็สนุก สำหรับ ajax แปะไว้ๆ) หรือถ้าเป็น /products.rss มันก็จะไป render ตัว index.rxml ซึ่งทั้ง .js และ .rxml ก็มีรูปแบบของมันอยู่ ไว้จะย้อนมาเล่าให้ฟังทีหลัง สำหรับ rss หรือ atom จริงๆ แล้วมี plugin ช่วย ใช้ plugin จะผ่อนแรงกว่าเยอะ

ส่วนอันที่เป็น create ถ้าใช้ HTML ก็ปกติดี แต่ถ้าเกิดต้องการเป็น Web Services ให้สร้าง header ให้มีหน้าตาแบบนี้(ประยุกต์และอ้างอิงจาก DHH)

  1
  2
  3
  4
  5
  6
  7
  8
  9
 10
 11
POST /products/create HTTP/1.1
Host: example.org
User-Agent: Thingio/1.0
Accept: application/xml
Content-Type: application/xml
Content-Length: nnn

<product>
  <name>First product!!</name>
  <description>This is a book</description>
</product>

เนื่องจาก Content-Type เป็น application/xml ตัว rails เลยทำการแปลงให้อยู่ในรูปของ "product[name]=First%20product!!&product[description]=This%20is%20a%20book" ซึ่งเป็น form ปกติที่ใช้อยู่ ซึ่งตัว Content-Type จะเป็นตัวบอกว่าให้ xml มานะ ส่วนตัว Accept จะเป็นตัวบอกว่า ของที่คุณต้องเรียกใช้ ก็เป็น xml เหมือนกันนะ เพื่อให้มันรับรูปอย่างชัดเจนในการ respond แล้วมันก็จะวิ่งไปที่ format.xml เอง ถ้าจะใช้ WS กับ rails ชุดนี้ อย่าลืมระบุ Accept มาด้วยนะครับ

หลังจากที่ทำการสร้างให้เสร็จแล้ว มันก็จะส่ง header กลับไป หน้าตาที่มันถูกสร้าง จะเป็นแบบนี้

HTTP/1.1 201 Created
Content-Length: 0  
Location: http://example.org/products/show/1

ในกรณีที่เราต้องการที่จะระบุ mime type เพิ่มเติม สามารถไปเพิ่มได้ที่ config/environment.rb

Mime::Type.register "image/jpg", :jpg

เพิ่งนึงถึง DRY ได้ ว่ามันเข้า concept ของ DRY พอดี เราไม่ต้องทำซ้ำ ไม่ว่าจะต้องการ respond แบบไหนเราก็ทำเพียงครั้งเดียว ง่ายต่อการ maintenance

นี่แล ความเมามันส์ของ RESTful

ปล. rails มันส์กว่า ruby เพียวๆ แฮะ แก้ไขครั้งที่ 1 : เพิ่งนึกได้ว่า ถ้าหากเป็น method ที่ไม่ได้เกี่ยวกับ CRUD ถ้าจะ render ตามที่สั่งใน format ไว้ ให้เพิ่ม ?format=your_format ไปด้วย เช่น ?format=xml

แก้ไขล่าสุด วันที่ 28 กรกฏาคม 2550 เวลา 1.34 น.

1 comment | Filed Under: Ruby on Rails | Tags: rest

Ruby on Rails :: RESTful on Rails(2)

Posted by PunNeng, Wed Jan 31 03:12:00 UTC 2007

หลังจากที่ Rails 1.2(1.2.1 แล้ว) ถูกปล่อยออกมา หนึ่งใน feature หลักๆ ก็คือ RESTful โดยอาศัย plugin(ในอดีต) ที่ชื่อ simply_restful ซึึ่งถูกเพิ่มเข้าไปใน rails-core ใน edgerails ตั้งนานแล้ว

ok มาดูกัน ว่ามันจะทำอะไรยังไง

อันดับแรก จัดการให้ rails ของเราเป็น version ล่าสุดก่อน โดยการพิมพ์ใน terminal ว่า

sudo gem install rails --source http://gems.rubyonrails.org -y

-y คือ --include-dependencies

ถ้าใน windows ก็พิมพ์ใน cmd เลย เพียงแต่เอา sudo ออก

หลังจาก update กันเสร็จแล้ว ก็สร้าง project กันเลย โดยพิมพ์ว่า

yourpath$ rails project_name

แล้วไปสร้าง db ก่อน ผมก็สร้างเอาใน phpmyadmin(ใน ​MAMP) เนี่ยแหละ ง่ายดี(ปกติผมใช้ migration ครับ ไว้คราวหน้า จะมาเล่าให้ฟัง) สร้างชื่อว่า "stock_development" แล้วใส่ sql command ว่า

CREATE TABLE products (
  id int(11) NOT NULL,
  name varchar(255) NOT NULL,
  description text NOT NULL,
  PRIMARY KEY  (id)
)

แล้วก็ไปจัดการใน database.yml ให้เรียบร้อย(ตัวอย่าง)

จากนั้นก็เข้าไปใน project พิมพ์ต่อใน terminal ว่า

project_name$ ruby script/generate scaffold_resource product

มันก็จะสร้างชุด file มาชุดนึง ซึ่งเมื่อก่อนที่เคยใช้คือ generate scaffold เฉยๆ ซึ่งตัวใหม่นี้ จะทำการสร้างชุด CRUD มาให้พร้อมใช้เลย ลองไปไล่เปิด file ดูนะครับ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ controller

หลังจากน้ัน ไปที่ config/routes.rb ลองดูว่ามันทำการ map url ยังไง

map.resources :products

มีแค่นี้เอง แค่ใส่ให้เป็น symbol แบบ plural แล้วมันก็จะมีชุด url ที่เคยให้ดูในครั้งที่แล้ว โดยสร้างจาก Net::HTTP หน้าตาก็จะประมาณนี้ (ติ๊งต่างว่า messages คือ products ละกันครับ ผมก็ copy มาอีกที)

  1
  2
  3
  4
  5
  6
  7
  8
  9
 10
 11
 12
 13
 14
 15
 16
 17
 18
 19
 20
 21
 22
Net::HTTP.start("localhost", 3000) do |http|
    # retrieve all messages
    response = http.get("/messages")

    # return an HTML form for defining a new message
    response = http.get("/messages/new")

    # create a new message
    response = http.post("/messages", "...")

    # retrieve message #1
    response = http.get("/messages/1")

    # return an HTML form for editing an existing message
    response = http.get("/messages/1;edit")

    # update an existing message
    response = http.put("/messages/1", "...")

    # delete an existing message
    response = http.delete("/messages/1")
  end

แล้วก็จะมี options อีกต่างๆ นานา เช่น

  1
  2
  3
  4
  5
  6
  7
  8
  9
 10
 11
 12
 13
 14
 15
 16
 17
 18
 19
 20
 21
 22
 23
 24
 25
map.resources :messages, :path_prefix => "/thread/:thread_id"
  # --> GET /thread/7/messages/1

  map.resources :messages, :collection => { :rss => :get }
  # --> GET /messages;rss (maps to the #rss action)
  #     also adds a url named "rss_messages"

  map.resources :messages, :member => { :mark => :post }
  # --> POST /messages/1;mark (maps to the #mark action)
  #     also adds a url named "mark_message"

  map.resources :messages, :new => { :preview => :post }
  # --> POST /messages/new;preview (maps to the #preview action)
  #     also adds a url named "preview_new_message"

  map.resources :messages, :new => { :new => :any, :preview => :post }
  # --> POST /messages/new;preview (maps to the #preview action)
  #     also adds a url named "preview_new_message"
  # --> /messages/new can be invoked via any request method

  map.resources :messages, :controller => "categories",
        :path_prefix => "/categories/:category_id",
        :name_prefix => "categories_"
  # --> GET /categories/7/messages/1
  #     has named route "categories_messages"
  • :path_prefix ก็คือส่วนที่เราอยากจะให้อยู่ข้างหน้า url ดูตามตัวอย่างไปเลยนะครับ
  • :collection ก็คือ action(method ใน controller) ที่เราอยากจะเพิ่มเข้าไป แต่ข้อสังเกตคือ ใช้กับ index เท่าน้ัน ซึ่งส่วนใหญ่ index จะทำหน้าที่ list all item ก็หมายความว่าเป็น action ที่ทำกับ resource รวมๆ โดยระบุ method เข้าไปได้ด้วย แล้ว named route ก็จะถูกสร้างเอาไว้ใช้ใน controller และ view1 โดยจะมีชื่อว่า "rss_messages" (option ต่อไปดู named route จากตัวอย่างละกันครับ)
  • :member อันนี้ก็เหมือนกับ :collection เพียงแต่มันจะไปกระทำกับ resource ตัวใดตัวหนึ่ง เช่นในตัวอย่าง มันจะไปพิจารณาตัวที่มี id เป็น 1
  • :new อันนี้เหมือนกับ :collection เหมือนกัน แต่ไว้จัดการกับ resource ของ new
  • อีกรูปนึงของ new แต่ว่าอันนี้ จะทำการเซ็ตค่าเพิ่มหน่อย ตรงที่ new จะถูกเรียกจาก request อันไหนก็ได้(ปกติ new จะเรียกได้จาก get อย่างเดียว​​)
  • :controller ใช้เซ็ตตัว controller ให้กับ resource ของเรา เช่น ถ้าเซ็ตให้
    resources :categories, :controller =>"products"
    
    เวลาเรียก /categories ก็จะเสมือนว่าเรียก /products
  • :singular ไว้เซ็ตค่า singular กับ named route เช่น :singular => "pd" ตัว named route ของ product ที่เป็น singular จะถูกเปลี่ยนไปตามที่เซ็ตไว้ ถ้าเป็น new จะเป็น new_pd ถ้าไม่เซ็ตค่านี้ ค่า default ของมันจะเป็น new_product ซึ่งไว้ใช้ในกรณีที่รูปของ singular กับ plural มันตรงกัน เช่น sheep หรือ fish หรือ news
  • :name_prefix ก็เอาไว้ใส่ prefix หน้า named route (ดูจากตัวอย่างได้เลย)

กลับมาที่ terminal กันต่อ สั่ง run server เลย

project_name$ ruby script/server

มาลองเริ่มต้นที่ /products ดูก่อน ลองจิ้มไปเรื่อยๆ จะพบว่า form มันหายไป อันนี้เป็นหน้าที่เราแล้ว ที่ต้องไปใส่เอง ไปที่ app/view/products/index.rhtml แล้วเพิ่ม

  1
  2
  3
  4
  5
  6
  7
...
<tr>
    <td><%= product.name %></td>
    <td><%= product.description %></td>
    <td><%= link_to 'Show', product_path(product) %></td>                       
...
</tr>

อันนี้เข้าไป ลองสังเกตดูนะครับ จะมี product_path อยู่ ซึ่งเป็น named route จะทำการสร้้าง url เป็น /products/:id

แล้วสร้าง _form.rhtml ในนี้แหละ

<p><label for="product_name">Name:</label><br />
<%= form.text_field "name" %></p>
<p><label for="product_description">Description</label><br />
<%= form.text_area "description:" %></p>

เนื่องจากมันถูกสร้างมาในฟอร์มของ FormBuilder เลยต้องสร้างในรูปของ FormBuilder ต่อไป โดยใช้ form.text_field และ form.text_area

จากนั้นต่อกันด้วย new.rthml และ edit.rhtml

<%= render :partial => 'form' , :object => f %>

โดยเพิ่มไประหว่าง form_for และ submit_tag ทั้ง new.rhtml และ edit.rhtml ใน edit.rhtml ลองดูใน form_for ดู จะเจอ :method => :put อยู่ เนื่องจากมันมีปัญหากับ browser เลยต้องใช้วิธีนี้เซ็ตเอา โดยมันจะเพิ่ม hidden tag เข้าไป

<input name="_method" type="hidden" value="put" />

พอ submit มันก็จะไปเพิ่ม ?_method=put เข้าไป แล้วมันจะมีกลไกต่อเอง โดยมันจะตรวจจาก _method นี้แล ไปต่อที่ show.rhtml

<%= @product.name %> <%= @product.description %>

เพิ่ิมอันนี้เข้าไป

จากนั้นมาลอง test กันดูใหม่ ลองเพิ่มลอง update ดู

ย้อนกลับมาที่ index.rhtml ในส่วนของ delete จะเจอ

<td><%= link_to 'Destroy', product_path(product), :confirm => 'Are you sure?', :method => :delete %></td>

เราจะเห็นได้ว่ามีการเซ็ต :method => :delete เพื่อเป็นการบอก method ถ้าเรา view source จะเจอ js อยู่ก้อนนึง เป็นตัวเซ็ต delete method ซึ่งจะทำการสร้าง form มาตัวนึง แล้วเซ็ต method เข้าไป เหมือนกับของ put แต่ว่าอันนี้ใช้ js เป็นตัวสร้าง

ถ้าต้องการเพิ่มเติม ไปที่ api ของ rails ได้เลย

ปล. ติดไว้หลายเรื่องแฮะ จดไว้ก่อน มี migration, route file, respond_to(ลองแงะเข้าไปดูใน controller ดูครับ)

1 เป็นลักษณะเหมือน alias ตัวที่ถูกสร้างขึ้นมา สามารถใช้ใน controller ได้ เช่น redirect_to rss_messages_path หรือฝั่ง view เช่น link_to "rss", rss_messages_path ซึ่ง path จะสามารถเปลี่ยนเป็น url ได้ ถ้า view source จะเห็นเป็น url เต็มๆ แปะเรื่อง route ไว้ก่อน แล้วจะมาเจอกันเต็มๆ

แก้ไขล่าสุด วันที่ 27 กรกฏาคม 2550 เวลา 3.32 น.

0 comments | Filed Under: Ruby on Rails | Tags: rest

Ruby on Rails :: RESTful on Rails

Posted by PunNeng, Wed Jan 17 14:45:00 UTC 2007

มะ ไม่ต้องเสียเวลา เริ่มกันเลย

จากที่ค้างไว้คราวที่แล้วเกี่ยวกับ RESTful มันมีความหมายว่า ระบบที่รองรับหลักของ REST แต่จะมีอีกคำนึงซึ่งพวกคลั่งไคล้พวกนี้จะเรียกตัวเองว่า RESTafarians (ขอแปลขำๆ ว่า ชนเผ่า REST ละกัน)

แล้วระบบที่รองรับ ​REST ต้องมีสภาพเป็นอย่างไร ?? ผมเองบอกได้ไม่หมดครับ จริงๆ ก็ยังไม่รู้แจ้งเห็นจริงเท่าไหร่ และตัว simply_restful ชื่อมันก็บอกแต่แรกแล้วว่า simply มันง่ายๆ มันจะไม่เป็น REST 100% เหมือนที่ใช้กับ WS แต่ที่แน่ๆ มีอยู่ข้อนึงที่ผมน่าจะพอถูไถไปได้คือ มีหลักการพื้นฐานอยู่ข้อนึงที่ว่า มันจะมีการจัดการ resources ต่างๆ ผ่านทาง verb ซึ่ง verb หรือคำกริยาพวกนี้ ในที่นี้ จะหมายถึง method ของ HTTP คือ get, post, put และ delete

มาดูตารางความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ว่ามันจะสัมพันธ์กันยังไง ถ้าใช้ simply_restful โดย resource ที่จะพิจารณา ผมจะติ๊งต่างให้เป็น products ละกันครับ ซึ่งจะแสดงผ่านทาง URL

URL structure Verb Method
/products get index
/products/1 get show
/products/new get new
/products/1 post create
/products/1;edit get edit
/products/1 put(post) update
/products/1;delete delete(post) destroy

สำหรับ get ก็มีหน้าที่ที่จะไว้ดู(Read) หรือเอามันออกมาดู ใน Rails method ก็จะใช้กับ index, show, edit, new ส่วน post ก็มีหน้าที่สำหรับการสร้าง(Create) ก็คือการ create method แล้ว put ทำหน้าที่สำหรับการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง(Update) ก็คือ update method แต่แล้วก็มีข้อสงสัย แล้วทำไมเราไม่เราไปใช้กับ post ล่ะ ก็เพราะว่าเรากำลังพิจารณาในแง่ของ resource(Noun) แล้วมันจะกระทำการใดๆ โดยผ่าน verb ตามเงื่อนไขของ ​REST จึงใช้ put เป็นตัวแทนของกริยานี้(ผมคิดเอาเอง แต่มันก็ match กันพอดี ทำให้ดูสวยไปด้วย) สุดท้าย delete ไว้สำหรับลบ(Delete) ก็คือ destroy method

โอ๊ะโอ๋....... เฮ้ย ในความเป็นจริง มันใช้ put กับ delete ไม่ได้นี่หว่า​!!!!! เพราะ web browser ไม่รองรับ

จริงๆ 2 ตัวนี้ มันใช้ post ละครับ ใน url เราเลยต้องมีการระบุ _method เพิ่มเข้าไป เพื่อเป็นการบอก verb ให้กับมัน ซึ่งในการใช้งาน simply_restful จริงๆ ขั้นตอนพวกนี้ จะมี code ส่วนหนึ่ง(hidden tag)ไปจัดการให้ โดยจะเพ่ิม ?_method=put หรือ delete ให้โดยอัตโนมัติ แล้วมันจะไปจัดการพิจารณาแยกกับ post กันอีกที ไว้คราวหน้าครับ จะมาแสดงให้ดูสำหรับการใช้งาน simply_restful

เรามาเรียงใหม่ตามหน้าที่คือ Create Read Update Delete ก็ย่อมันเป็น CRUD ซะเลย ซึ่ง CRUD เป็น function พื้นฐานสำหรับเว็บทั่วๆ ไปที่ต้องต่อกับ database ซึ่ง CRUD กับ verb 4 ตัวนี้ ช่างลงตัวได้อย่างพอดี จากการทำงานมา 3-4 ชิ้นกับ Rails รู้สึกว่าชีวิตง่ายขึ้นเยอะ เมื่อใช้ simply_helpful ในการจัดการกับ CRUD

แล้วเราจะได้อะไรจากตัว RESTful ??? จากที่อ่านๆ มา และศึกษามา มันมีอะไรเยอะแยะไปหมด แต่เนื่ององค์ความรู้ที่มีอยู่ ยังไปไม่ถึง เลยเอาแค่ที่เจอมากับตัวละกันครับ

นอกเหนือจากสิ่งที่ได้จากการเป็น REST แล้ว อย่างแรกเลยคือ เราจะได้ ​URL ที่ดูเท่ อย่างที่สอง ลด url mapping ใน route.rb ได้เยอะเลย ดูในตัวอย่างนี้ได้ อย่างที่สาม สำหรับ get เราแน่ใจได้แน่นอน ว่า get ของเรา ทำหน้าที่ไว้แค่ดู จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เพราะจะไม่มีการใช้ get ในการเปลี่ียนแปลงข้อมูล ปลอดภัยขึ้นมาหน่อย อย่างที่สี่ ทำงานร่วมกับ CRUD ได้อย่างง่ายดาย อย่างที่ห้า ไว้คิดออกแล้วจะมาเพิ่มทีหลังครับ

ก็อย่างที่ว่าไปตั้งแต่แรก มันเป็นแค่แนวคิด โชคดีที่ Rails มีเจ้า plugin ตัวนี้(จริงๆ มันไม่ใช่ plugin แล้วครับ มันถูกเพิ่มเข้าไปแล้วใน edge rails) เลยทำให้ชีวิตนี้ง่ายขึ้นมาอีกหน่อย

ข้อมูลจาก http://microformats.org/wiki/rest/rails http://cfis.savagexi.com/articles/2006/03/26/rest-controller-for-rails

ปล. มีตัวอย่างอีกอันครับ สำหรับผู้ที่สนใจ REST ผมว่าเขาอธิบายได้เข้าท่าเลยทีเดียว คุณ Ryan Tomayko เขาอธิบาย REST ให้เมียเขาฟัง ลองอ่านดูครับ
ปอ. ได้คุยกับพี่ patrickz เกี่ยวกับ REST ที่ใช้งานจริงๆ กับ WS น่าสนุกมากครับ ไว้จะมาว่าให้ฟังทีหลัง

แก้ไขล่าสุด วันที่ 23 กรกฏาคม 2550 เวลา 1.50 น.

0 comments | Filed Under: Ruby | Tags: rest

REST

Posted by PunNeng, Sun Dec 24 12:07:00 UTC 2006

ผมตั้งใจจะเขียนถึง Simply Restful ที่เป็น plugin ของ Rails แต่ที่มาของมันนี่สิครับ ยาวหลายทอดเหลือเกิน เห็นว่ามันน่าสนใจดี เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง

มาเริ่มกันที่ REST REST ย่อมาจาก Representational State Transfer ถูกสร้างขึ้นมาโดย Roy Fielding ตอนทำปริญญานิพนธ์ปริญญาเอกของเขา

แล้วมันคืออะไร มันเป็นแนวความคิดของสถาปัตยกรรม software เป็นแค่แนวนะครับ ทำไมต้องเป็น REST ? มาดูคำอธิบายจากที่นี่ดีก่า เขาอธิบายไว้ว่า

เว็บเนี่ย มันก็ประกอบกันไปด้วยทรัพยากร(resource ต่อไปผมจะใช้คำนี้ แทนคำว่าทรัพยากรนะครับ)ต่างๆ นานา resource อันนี้ หมายถึงสิ่งที่เรากำลังสนใจอยู่ เช่น โรงงานทำเครื่องบิน Boeing ได้กำหนดทรัพยากรของเครื่องรุ่น 747 คนใช้ ก็สามารถเข้าถึงได้ด้วย URL:

http://www.boeing.com/aircraft/747

เราก็จะได้ตัวแทน(representation)ของ resource นั้นๆ ออกมา ในที่นี้คงเป็นหน้า html ที่ระบุถึง resource ของมัน มันจะมองการกระทำของเราเป็น state ทีนี้ เมื่อเราเปลี่ยนหน้าเว็บ เช่น เข้าไปดูในหน้าต่างๆ ของเว็บนั้นๆ ก็จะทำการส่งตัวแทนมาใหม่อีก และทำการเปลี่ยน state ตัวใหม่ด้วย ดังนั้น การที่มันเปลี่ยน state ของมันนี่แหละ คือ Representational State Transfer

#$%@เข้ มันช่างซับซ้อนอะไรเช่นนี้ มาดูฝั่งเจ้าของแนวความคิดกันบ้าง เขาบอกประมาณว่า

Representational State Transfer มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เห็นถึงรูปของการออกแบบพฤติกรรมของ web app ที่ดี หมายถึง ในหน้า page เนี่ย มันจะมี links ต่างๆ นานา เต็มไปหมด ให้ติ๊งต่างว่าเป็น state-machine จำลองละกัน เมื่อมีคนใช้มาทำการกด link ก็เสมือนว่ามันเป็นการเปลี่ยน state จิ้มทีก็เปลี่ยนที แล้วมันก็จะเปลี่ยนหน้าเว็บไปอีกหน้านึง ซึ่งมันก็คือ state ถัดไปที่มันจะต้องเปลี่ยนนั่นเอง

ข้อสรุปของไอ้เหน่ง ก็คือ มองมันให้เป็น state นั่นละครับ มีการกระทำทีนึง ก็เปลี่ยน state ทีนึง แต่แค่นี้มันจะเป็น REST หรอ มันต้องมีเงื่อนไขอะไรอีกต่างๆ นานา แต่มันก็ไม่เป็นมาตรฐาน ถึงขนาดต้องออก specification ของมันมา เพราะมันเป็นแค่แนวความคิด เราสามารถเขียนงานของเรา ให้ทำงานตามแนวนี้ได้ มันใช้ของพื้นๆ เช่น

  • HTTP
  • URL
  • XML/HTML/GIF/JPEG/etc (Resource Representations)
  • text/xml, text/html, image/gif, image/jpeg, etc (MIME Types)

การที่จะทำให้งานของเรา อยู่ในรูปของ REST ได้ ก็ใช่ว่ามองทุกอย่างให้เป็น state เท่านั้น มันยังมีเงื่อนไขอื่นๆ อีก แต่มันจะเน้นไปที่การใช้ทรัพยากรต่างๆ ที่มันมีอยู่ สังเกตจาก list ข้างบน ไม่มีอะไรใหม่เลย ในโลกของ www มันใช้ของเก่าที่มีอยู่แล้วให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น(เหมือน Ajax เลยแฮะ) มันก็มีหลักของมันอยู่ เข้าไปดูได้ที่ wikipedia ได้ครับ

ตัวอย่างง่ายๆ ของ REST ก็คือ เว็บนี่ละครับ ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ มองมันให้อยู่ในรูปของ state-machine สิครับ แล้วจะเห็นเอง คงพอจะมองเห็น� าพของ REST คร่าวๆ มาบ้าง ทีนี้ Key อีกตัวนึงก็คือ RESTful ที่จะเป็นตัวนำเข้าไปสู่ Simply Restful ไว้คราวหน้าละกันครับ

แก้ไขล่าสุด วันที่ 21 กรกฏาคม 2550 เวลา 23.51 น.

0 comments | Filed Under: General | Tags: rest

codegent: we're hiring